วันพุธที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2559

10 วิธีทำเค้กวันเกิด เนรมิตของขวัญแทนใจ ทำง่ายสูตรเป๊ะ

0 วิธีทำเค้กวันเกิด เนรมิตของขวัญแทนใจ ทำง่ายสูตรเป๊ะ

10 วิธีทำเค้กวันเกิด เนรมิตของขวัญแทนใจ ทำง่ายสูตรเป๊ะ
          10 วิธีทำเค้กวันเกิด เนรมิตของขวัญวันเกิดด้วยฝีมือตัวเอง ที่จะทำให้งานวันเกิดคนสำคัญของคุณพิเศษกว่าปีไหน ๆ ด้วยสูตรเค้กวันเกิด ถึง 10 สไตล์ เห็นชัด ๆ ทุกขั้นตอน

          ใกล้จะถึงวันเกิดคนสำคัญทั้งที เชื่อว่ามีคนจำนวนมากที่ไม่อยากซื้อเค้กแบบสำเร็จรูปให้เป็นของขวัญกันเท่าไร ใครอยากลองทำเค้กวันเกิดเซอร์ไพรส์คนพิเศษบ้างคะ ? ยกมือแสดงตัวหน่อย เค้กวันเกิดมีให้เลือกหลายแบบ และทำไม่ยากหรอกค่ะ วัตถุดิบเราเลือกเองได้ อยากใส่หรืออยากลดส่วนผสมอะไรตรงไหนก็ตัดสินใจได้เอง กระปุกดอทคอมขอมอบ 10 วิธีทำเค้กวันเกิดเพื่อวันพิเศษสำหรับคนที่คุณรัก รับรองว่าคนรับจะต้องปลื้มใจที่สุด และทุกคนที่มาร่วมงานจะต้องตื่นตาตื่นใจกับเค้กวันเกิดฝีมือคุณอย่างแน่นอน

10 วิธีทำเค้กวันเกิด เนรมิตของขวัญแทนใจ ทำง่ายสูตรเป๊ะ
ภาพจาก Bird On A Cake

 1. เค้กแตงโม

          คนพิเศษของใครชอบกินแตงโมบ้างคะ ผลไม้สีแดง หวานฉ่ำ เย็นชื่นใจ ทราบไหมว่า นอกจากกินเป็นผลไม้แล้วยังสามารถนำมาทำเป็นเค้กแตงโมอร่อยล้ำไม่ซ้ำใครได้อีกด้วย นอกจากจะมีเนื้อแตงโมเป็นส่วนผสมอยู่แล้ว ยังตกแต่งให้คล้ายกับแตงโมอีกด้วย และโรยช็อกโกแลตชิพลงไปเสมือนเม็ดแตงโม สีสันสดใส หน้าตาดูดี กัดเข้าไปคำแรกก็ได้ลิ้มรสชาติจากเนื้อแตงโม แถมได้กลิ่นหอม ๆ แล้วล่ะ

 ส่วนผสม แป้งเค้กแตงโม
           แป้งเค้กสำเร็จรูป 1 กล่อง
           ผงวุ้นสำเร็จรูปกลิ่นแตงโม 1 กล่อง (แบ่งไว้สำหรับทำครีมชีสแตงโม 2 ช้อนชา)
           เนื้อแตงโมบดละเอียด 1/2 ถ้วย
           น้ำเปล่า 1/2 ถ้วย
           น้ำมันพืช 1/2 ถ้วย
           ไข่ไก่ 4 ฟอง
           ช็อกโกแลตชิพเม็ดเล็ก 1/2 ถ้วย (นำไปเขย่าในถุงซิปล็อกกับแป้งเค้กเล็กน้อยเพื่อให้แป้งเคลือบทั่วช็อกโกแลต)
           สีผสมอาหารสีแดง

 ส่วนผสม ครีมชีสแตงโม

           ครีมชีส 8 ออนซ์ (วางทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องจนนิ่ม)
           เนยสดชนิดจืด 1/2 ถ้วย (วางทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องจนนิ่ม)
           น้ำตาลไอซิ่ง 5 ถ้วย
           เนื้อแตงโมบดละเอียด 2 ช้อนชา
           ผงวุ้นสำเร็จรูปกลิ่นแตงโม 2 ช้อนชา
           สีผสมอาหารสีแดงและสีเขียว

 วิธีทำ

           1. เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 350 องศาฟาเรนไฮต์ เตรียมไว้

           2. รองกระดาษไขลงในพิมพ์ ฉีดสเปรย์กันติดให้ทั่วพิมพ์ เตรียมไว้

           3. วิธีทำแป้งเค้กแตงโม ใส่แป้งเค้กกับผงวุ้นลงในอ่างผสม ตีผสมเข้าด้วยกัน เติมน้ำ และน้ำมันพืชลงไป ตีผสมด้วยความเร็วปานกลาง เติมไข่ไก่ ตีผสมพอเข้ากัน ใส่เนื้อแตงโมบดละเอียดลงไป ตีผสมจนเข้ากันเป็นเนื้อเดียว เติมสีผสมอาหารสีแดงลงไปเล็กน้อย (ให้เนื้อเค้กมีสีแดงตามความพอใจ) เติมช็อกโกแลตชิพที่คลุกแป้งแล้วลงไป ใช้พายยางคนผสมให้กระจายทั่วแป้ง จากนั้นเทลงพิมพ์กลม

           4. นำเข้าอบประมาณ 30-35 นาที จากนั้นนำออกจากพิมพ์ สไลซ์เค้กเป็น 2 แผ่น เตรียมไว้

           5. ตีผสมครีมชีสกับเนยเข้าด้วยกัน เติมเนื้อแตงโม น้ำตาลไอซิ่ง และผงวุ้น ตีผสมให้เข้ากันจนเนียน จากนั้นแบ่งครีมชีสเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกปริมาณ 1/3 ถ้วย ผสมกับสีผสมอาหารเขียว และ ส่วนที่ 2 ปริมาณ 2/3 ถ้วย ผสมสีผสมอาหารสีแดง (ให้มีสีที่ใกล้เคียงกับสีเค้ก) คนผสมให้เข้ากัน

           6. ปาดครีมชีสสีชมพูลงบนเค้กแผ่นที่ 1 วางทับด้วยเค้กอีกแผ่น ปาดครีมชีสสีชมพูทับด้านบนอีกครั้ง จากนั้นปาดครีมชีสสีเขียวด้านข้างให้ทั่ว โรยช็อกโกแลตชิพด้านบนให้คล้ายเม็ดแตงโม นำเข้าแช่เย็นก่อนรับประทาน


10 วิธีทำเค้กวันเกิด เนรมิตของขวัญแทนใจ ทำง่ายสูตรเป๊ะ

 2. เค้กช็อกโกแลตหน้านิ่ม 

          ไม่น่าเชื่อว่า หม้อหุงข้าวที่เราใช้แค่หุงข้าวเท่านั้นจะสามารถนำมาทำเค้กช็อกโกแลตหน้านิ่มได้ แถมรสชาติยังไม่แพ้เค้กช็อกโกแลตหน้านิ่มแบบใช้เตาอบเลยค่ะ เนื้อเค้กกินแล้วฟินเหมือนเดิม ส่วนช็อกโกแลตฟัดจ์นิ่ม ๆ ด้านบนก็ยังนุ่มละมุนลิ้นเช่นเคย ต่อแต่นี้ไปเราสามารถทำเค้กช็อกโกแลตหน้านิ่มแบบไม่ง้อเตาอบได้แล้วค่ะ [สูตรจาก คุณ CRAZALYNA สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม]

 ส่วนผสม เมอร์แรงค์ไข่ขาว

           ไข่ขาว 2 ฟอง
           ครีมออฟทาร์ทาร์ 1/3 ช้อนชา
           น้ำตาลทราย 5 ช้อนโต๊ะ

 ส่วนผสม ตัวแป้งเค้ก

           แป้งเค้ก 1 ถ้วย (ตักออก 2 ช้อนโต๊ะ)
           ผงฟู 1/3 ช้อนชา
           เบกกิ้งโซดา 1/2 ช้อนชา
           เกลือป่น 1/3 ช้อนชา
           ผงโกโก้ 4 ช้อนโต๊ะ
           น้ำตาลทรายป่น 3/4 ถ้วย (ตักออก 1 ช้อนโต๊ะ)
           น้ำเปล่า 70 มิลลิลิตร
           นมข้นจืด หรือ นมสดพร่องมันเนย 7 ช้อนโต๊ะ
           น้ำมะนาว 1 ช้อนชา
           น้ำมันพืช 5 ช้อนโต๊ะ
           ไข่แดง 2 ฟอง (ถ้าเป็นไข่ไก่ฟองเล็กใช้ 3 ฟอง)
           กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา

 ส่วนผสม ช็อกโกแลตฟัดจ์หน้านิ่ม

           ผงวุ้น 1 ช้อนชา
           น้ำเปล่า 300 กรัม
           นมข้นจืด 200 กรัม + 1 ช้อนโต๊ะ
           น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
           ผงโกโก้ 7 ช้อนโต๊ะ
           แป้งข้าวโพด 4 ช้อนโต๊ะ + 1/2 ช้อนชา
           นมข้นจืด 11 ช้อนโต๊ะ
           เนยสด 75 กรัม

 วิธีทำ

           1. ทำเมอร์แรงค์ไข่ขาว โดยใส่ครีมออฟทาร์ทาร์ลงในไข่ขาวแล้วนำไปแช่ในตู้เย็น เตรียมไว้

           2. ทำตัวแป้งเค้ก ร่อนแป้งเค้ก ผงฟู เบกกิ้งโซดา เกลือป่น ผงโกโก้ และน้ำตาลทรายป่นเข้าด้วยกัน ประมาณ 2 รอบ แล้วทำหลุมตรงกลางแป้งไว้

           3. ตีผสมน้ำเปล่า นมข้นจืด น้ำมะนาว น้ำมันพืช ไข่แดง และกลิ่นวานิลลาเข้าด้วยกัน แล้วเทส่วนผสมทั้งหมดลงในหลุมแป้งคนผสมให้เข้ากันเร็ว ๆ 

           4. นำส่วนผสมไข่ขาวที่ผสมกับครีมออฟทาร์ทาร์ออกจากตู้เย็นแล้วตีด้วยความเร็วสูงสุดจนเป็นฟอง พอเริ่มเป็นฟองแล้วให้ใส่น้ำตาลทราย 5 ช้อนโต๊ะลงไป ตีต่อด้วยความเร็วสูง ให้ขึ้นฟูจนได้ยอดอ่อน จากนั้นก็นำส่วนผสมไข่ขาวที่ตีจนตั้งยอดอ่อนแล้วใส่ผสมกับแป้งเค้ก ค่อย ๆ คนผสมจนเข้ากัน

           5. นำกระดาษไขปูรอบหม้อหุงข้าวไว้ แล้วเทส่วนผสมใส่ลงในหม้อหุงข้าว กดปุ่ม "อบเค้ก" ใช้เวลาอบประมาณ 1 ชั่วโมง (ส่วนมากเราอบประมาณ 75 นาที จ้า และเช็กว่าสุกหรือยังด้วยการเอาไม้จิ้มฟันจิ้มไปที่เนื้อเค้กค่ะ ถ้าไม่มีของเหลวติดมาที่ไม้แสดงว่าสุกแล้วค่ะ)

           6. เมื่ออบเสร็จแล้วให้คว่ำออกจากหม้อหุงข้าว พักทิ้งไว้จนเย็น พอเค้กเย็น ใช้ด้ายเย็บผ้าสไลซ์แบ่งครึ่งเค้ก (เนื่องจากไม่มีมีดฟันเลื่อย) เราเลยลองใช้ด้ายเย็บผ้านี่แหละค่อย ๆ แบ่ง มันเวิร์กมาก 555) ใช้พลาสติกถนอมอาหารพันรอบเค้กชั้นล่าง เตรียมไว้<รอราดหน้าเค้ก

           7. ทำช็อกโกแลตฟัดจ์หน้านิ่มโดยนำผงวุ้น น้ำเปล่า นมข้นจืด น้ำตาลทราย และผงโกโก้ ใส่ลงในหม้อนำขึ้นตั้งไฟกลาง คนผสมเรื่อย ๆ จนเดือด จากนั้นก็ใส่แป้งข้าวโพดและนมข้นจืดลงไป คนผสมเรื่อย ๆ ห้ามหยุด (ถ้าหยุดคนมันก็จะติดก้นหม้อ)

           8. พอคนจนส่วนผสมข้น จะเห็นรอยตะกร้อจาง ๆ ก็ปิดไฟ แล้วใส่เนยสด คนผสมต่อจนส่วนผสมเริ่มอุ่น จากนั้นนำไปราดลงบนเค้ก (ขอแนะนำให้คนจนอุ่นเลยนะคะ เราเคยคนจากหม้อปิดไฟแป๊บเดียวแล้วราด ปรากฏว่า ไหลเลอะเทอะหมดเลย แล้วมันร้อนจะทำให้พลาสติกที่เราครอบไว้บิดเบี้ยวด้วยค่ะ อีกอย่างถ้าไม่คนให้อุ่นก่อน หน้านิ่มจะเป็นลิ่ม ๆ ค่ะ เวลาเทหน้าจะไม่เนียนค่ะ) วางเค้กทิ้งไว้ให้เซตตัว จากนั้นนำเข้าตู้เย็น (หาภาชนะคลุมหรือปิดเค้กไว้ เพราะสีของหน้านิ่มจะเข้มขึ้นอีกค่ะ แต่อย่าคลุมตอนที่ยังอุ่น ๆ หรือร้อน เพราะมันจะเป็นไอน้ำหยดลงบนเค้กได้)


10 วิธีทำเค้กวันเกิด เนรมิตของขวัญแทนใจ ทำง่ายสูตรเป๊ะ

 3. ซูเฟล่ชีสเค้ก

          ถ้าหากคุณแฟนไม่ชอบเค้กแบบหวาน ๆ ไม่ชอบกินครีม ไม่ชอบช็อกโกแลต แหม… โจทย์ยากจังเลยนะคะ เอาล่ะ ! อย่าท้อ ลองทำชีสเค้กซูเฟล่ เค้กวันเกิดเนื้อฟูนุ่มสไตล์ญี่ปุ่น รสออกเปรี้ยวนิด ๆ มีกลิ่นครีมชีสหน่อย ๆ ละลายในปากเลยค่ะ เหมาะสำหรับคนที่ชอบเค้กเนื้อแน่น แต่ไม่หนัก ทานกับผลไม้ก็อร่อยสดชื่นจริง ๆ [สูตรจาก คุณ AdrenalineRush สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม]

 ส่วนผสม (สูตรสำหรับเค้ก 2 ปอนด์ ปรับสูตรนิดหน่อย)

           แป้งเค้ก 50 กรัม
           แป้งข้าวโพด 15 กรัม
           นมสด 80 กรัม
           ครีมชีส 140 กรัม
           เนยสด 40 กรัม
           ไข่แดง 75 กรัม
           ไข่ขาว 180 กรัม
           น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
           น้ำตาลทราย 120 กรัม
           เนยขาวสำหรับทาพิมพ์

 วิธีทำ

           1. เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 175 องศาเซลเซียส ใช้ไฟล่างอย่างเดียว เตรียมไว้ และทาไขมันที่พิมพ์ รองกระดาษไขที่ก้นพิมพ์และรอบ ๆ พิมพ์

           2. ร่อนแป้งเค้กและแป้งข้าวโพดเข้าด้วยกัน 1 ครั้ง เตรียมไว้

           3. นำนมสดใส่ถ้วย นำเข้าไมโครเวฟ 1.30 นาที (หรือนำไปต้มจนเดือด) จากนั้นใส่ครีมชีสและเนยสดลงไป คนผสมแรง ๆ จนส่วนผสมเข้ากัน ใส่ไข่แดงและน้ำมะนาวลงไป คนจนส่วนผสมเข้ากันแล้วนำไปกรองผ่านกระชอน 2 รอบ เพื่อให้ได้ส่วนผสมเนื้อเนียน

           4. ใส่ส่วนผสมแป้งลงไป ใช้ตะกร้อมือตะล่อมหรือคนจนส่วนผสมเข้ากัน พักไว้

           5. ตีไข่ขาวจนฟองอากาศเนียนละเอียด ใส่น้ำตาลทรายลงไป ตีต่อจนตั้งยอดอ่อน แบ่งส่วนผสมไข่ขาวลงไปผสมกับส่วนผสมไข่แดง 3 ส่วน แต่ละครั้งตะล่อมให้เข้ากัน กระแทกอ่างผสมเบา ๆ 2-3 ครั้งให้ฟองอากาศลอยขึ้นมา

           6. ค่อย ๆ เทส่วนผสมใส่พิมพ์ที่เตรียมไว้ นำเข้าอบแบบเทน้ำร้อนใส่ลงในถาด (Water Bath) อบนานประมาณ 1–1.15 ชั่วโมง ถ้าอบปอนด์เดียวประมาณ 45-50 นาทีก็สุกแล้วค่ะ ก่อนครบเวลาประมาณ 5 นาที เปิดไฟบนด้วยถ้าชอบให้หน้าด้านบนมีสีเข้มหน่อย

           7. นำขนมออกจากเตาแล้วนำออกจากพิมพ์ทันที



10 วิธีทำเค้กวันเกิด เนรมิตของขวัญแทนใจ ทำง่ายสูตรเป๊ะ


 4. เค้กไอศกรีม

          เอาใจคุณแฟนขี้ร้อนอยากกินของเย็นในวันเกิดด้วยเค้กไอศกรีมดีกว่าค่ะ เค้กไอศกรีมใส่ไอเดียทำเป็นลายตารางหมากรุก เนื้อเค้กมีการผสมผสานรสโกโก้และรสวานิลลาอย่างลงตัว น่าหม่ำขึ้นเยอะ ทำเองที่บ้านง่าย ๆ มีแค่ตู้เย็นก็ทำเค้กไอศกรีมแสนอร่อยได้แล้ว รับรองว่าจะเป็นเค้กวันเกิดที่น่าประทับใจแน่นอน [สูตรจาก คุณสมาชิกหมายเลข 1561647 สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม]

 ส่วนผสม เค้กไอศกรีมรสวานิลลา

           วิปปิ้งครีมแบบผงสำเร็จรูป 145 กรัม
           นมสด
           นมข้นหวาน 75 กรัม

 ส่วนผสม เค้กไอศกรีมรสโกโก้

           วิปปิ้งครีมแบบผงสำเร็จรูป 210 กรัม
           นมสด
           นมข้นหวาน 130 กรัม
           ผงโกโก้ 2 ช้อนโต๊ะ

 ส่วนผสมสำหรับตกแต่ง

           ผงโกโก้
           น้ำตาลไอซิ่ง

 วิธีทำ

           1. ตีผสมนมสดกับวิปปิ้งครีมแบบผงจนวิปปิ้งครีมตั้งยอดแข็ง

           2.มาทำในส่วนของไอศกรีมรสโกโก้กันก่อน โดยเอาวิปปิ้งครีมที่ตีแล้วแบ่งออกมาผสมกับนมข้นหวานและผงโกโก้ ตีให้เข้ากันจนเนียน

           3. มาทำไอศกรีมรสวานิลลากัน ผสมวิปปิ้งครีมตามสูตรกับนมข้นหวาน ตักส่วนผสมแต่ละสีใส่ถุงบีบ บีบส่วนผสมแต่ละสีลงในพิมพ์ (โดยใช้พิมพ์แบบที่ถอดก้นได้นะคะ เวลาถอดจะได้ไม่ลำบาก) โดยบีบสลับสี (ช็อกโกแลต วานิลลา และช็อกโกแลต) บีบแล้วอย่าลืมเกลี่ยส่วนผสมให้เรียบ ๆ ด้วย ต่อมาบีบชั้นที่สอง (วานิลลา ช็อกโกแลต และวานิลลา) จากนั้นบีบชั้นที่สาม (ช็อกโกแลต วานิลลา และช็อกโกแลต) เสร็จแล้วเอาไปแช่เย็นอย่างน้อย 4 ชั่วโมง ถ้าเอาออกจากพิมพ์ยากให้เอาผ้าชุบน้ำอุ่นมาอังพิมพ์ค่ะ จะทำให้ถอดง่ายขึ้น แล้วเจาะกระดาษตามรูปตารางหมากรุก โดยโรยผงโกโก้และน้ำตาลไอซิ่งสลับกัน


10 วิธีทำเค้กวันเกิด เนรมิตของขวัญแทนใจ ทำง่ายสูตรเป๊ะ

 6. เครปเค้ก

          ใครกำลังมองหาเครปเค้กเป็นเค้กวันเกิดบ้างคะ ? ลองเปลี่ยนจากการเป็นผู้ซื้อมาลองทำเครปเค้กเนื้อนุ่มละมุนลิ้นส่งเป็นของขวัญแทนใจในวันเกิดปีนี้ดีกว่าค่ะ เจ้าเครปเค้กก้อนนี้มีชื่อเก๋ไก๋ว่า "Mille Crepe Cake with Raspberry Sauce" แม้เครปเค้กจะมีหลายชั้น และต้องทำซอสราสป์เบอร์รีอีก แต่เอาเข้าจริงวิธีทำง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปากอีกนะคะ เอ้า... ลองลองทำดูค่ะ [สูตรจาก คุณ Stradivarius สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม]

 ส่วนผสม แป้งเครป

           แป้งเค้ก 200 กรัม
           ผงฟู 1/2 ช้อนชา
           ไข่ไก่ เบอร์ 0 จำนวน 6 ฟอง
           นมสด 250 กรัม
           วิปครีม หรือ นมข้นจืด 200 กรัม
           น้ำเปล่า 300 กรัม
           น้ำตาลทราย 100 กรัม
           น้ำมันพืช 80 กรัม
           เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
           กลิ่นวานิลลา 1/2 ช้อนชา
           เหล้ารัม 1 ช้อนชา

 อุปกรณ์

           กระทะเทฟลอนที่มีหู 2 ข้าง (เพื่อความสะดวกเวลาร่อนแป้งให้ทั่ว)
           พายซิลิโคนทนไฟสองอัน (สำหรับพลิกแป้ง)

 วิธีทำ

           1. นำส่วนผสมทั้งหมดมาผสมกันในโถ หรือใครจะใช้เครื่องปั่น นำมาปั่นเอาก็ได้ ปั่นจนแป้งไม่เป็นเม็ดก็พอ จากนั้นนำส่วนผสมแช่เย็นไว้ 2 ชั่วโมง หรือข้ามคืนไปเลยก็ได้ อย่าลืมช้อนฟองออกนะคะ (แป้งเครปที่ผสมแล้ว สามารถเก็บได้ถึง 48 ชั่วโมง)

           2. เมื่อครบเวลาที่กำหนดแล้วนำแป้งเครปที่พักไว้ในตู้เย็นออกมา ตักแป้ง 1/4 ถ้วย แล้วนำแป้งไปหยอดลงตรงกลาง ร่อนให้ทั่วกระทะ คอยดูแป้งไม่ให้หนา หรือบางมากเกินไป

           3. ทิ้งพักไว้สัก 2-3 นาที จากนั้นใช้พายซิลิโคนแซะขอบรอบ ๆ แล้วพลิกแป้ง (ระวังอย่าให้แป้งขาด) เสร็จแล้วนำไปพักที่ตะแกรง แล้วก็ทอดชั้นต่อไปจนครบ 20 แผ่น หรือตามชอบ

 ส่วนผสม วิปปิ้งครีม

           วิปปิ้งครีมสำเร็จรูป 4 ถ้วย
           น้ำตาลไอซิ่ง 4 ช้อนโต๊ะ

 วิธีทำ

           1. ผสมวิปปิ้งครีมและน้ำตาลไอซิ่งในอ่างผสม ตีรวมกันจนเนื้อครีมตั้งยอด

           2. ต่อไปเป็นขั้นตอนประกอบร่างเจ้าเครปเค้ก นำครีมแปะเป็นจุด ๆ ไว้ที่ฐานก่อนกันแป้งเลื่อน จากนั้นก็นำแป้งเครปมาทาครีมทีละแผ่น วางซ้อนกันสลับไปมาจนครบ แต่อย่าทาครีมหนาเกินไปเพราะจะทำให้เลี่ยนได้ พอวางเสร็จจนครบชั้นแล้ว ก็ใช้สปาตูลาตบจากด้านบน และเก็บขอบด้านข้างให้เรียบร้อย เมื่อได้เครปเค้กแล้วก็นำไปแช่ตู้เย็นทิ้งไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง จึงนำออกมากินได้

 ส่วนผสม ซอสราสป์เบอร์รี

           ราสป์เบอร์รี
           น้ำตาลทราย

 วิธีทำ

           1. ใส่ราสป์เบอร์รีลงในหม้อ ใช้ช้อนยี ๆ ให้เละสักเล็กน้อย ตามด้วยน้ำตาลทราย คลุก ๆ ส่วนผสมให้พอเข้ากันค่ะ

           2. จากนั้นนำส่วนผสมทั้งหมดไปต้ม จะมีน้ำออกมาจากลูกราสป์เบอร์รี

           3. เสร็จแล้วนำเอาไปปั่นให้ละเอียดอีกรอบ แล้วกรองเอากากออกมาอีกทีจะได้ซอสราสป์เบอร์รีเนื้อเนียน ๆ รสชาติเปรี้ยวหวานแล้ว



10 วิธีทำเค้กวันเกิด เนรมิตของขวัญแทนใจ ทำง่ายสูตรเป๊ะ

 7. เครปเค้กสายรุ้ง

          เครปเค้กหน้าตาธรรมดา ๆ ราดซอสรสเปรี้ยวดูเกร่อเกินไปเนอะ ถ้าทำเป็นเค้กวันเกิดก็คงเก๋ไม่พอ ลองเปลี่ยนเป็นเครปเค้กสายรุ้งดีกว่าค่ะ แค่เห็นแวบแรกก็สะดุดตาแล้วทำให้อยากหม่ำขึ้นมาทันที อีกทั้งวิธีทำเครปเค้กสายรุ้งไม่ยากอย่างที่คิด แค่ใส่สีผสมอาหารไปในแป้งแต่ละชั้นเท่านั้นเองซึ่งต้องใช้เวลาและความอดทนกันเล็กน้อย แต่คุ้มค่าเหมาะเป็นเค้กวันเกิดแน่นอน [สูตรจาก คุณสมาชิกหมายเลข 1561647 สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม]

 ส่วนผสม แป้งเครป

           แป้งเค้กสำเร็จรูป 230 กรัม
           น้ำตาลทราย 120 กรัม
           เนยสด 150 กรัม
           นมสด 600 กรัม
           ไข่ไก่ 8 ฟอง
           วิปปิ้งครีม 400 กรัม
           สีผสมอาหาร  6 สี ตามชอบ

 วิธีทำ

           1. นำนมสดไปต้มให้เดือดแล้วยกลงพักไว้ให้เย็น

           2. นำเนยสดไปละลาย ถ้าใช้ไมโครเวฟให้นำเข้าไปอุ่นประมาณ 1 นาที ถ้ายังไม่ละลายให้อุ่นต่ออีก 30 วินาที ส่วนถ้าบ้านใครไม่มีไมโครเวฟ ให้ตั้งน้ำเปล่าแล้วเอาอ่างที่ทนความร้อนวางทับแล้วละลายเนยสดบนอ่างแทน

           3. ตอกไข่ไก่ลงอ่างผสมแล้วตีพอเข้ากัน ใส่น้ำตาลทรายลงไปแล้วตีผสมต่อจนน้ำตาลทรายละลาย ทยอยใส่แป้งเค้กสำเร็จรูปลงไป โดยทยอยใส่ 2-3 รอบ ค่อย ๆ ใส่นมสดที่พักไว้จนเย็นแล้ว ทยอยใส่ 2-3 รอบ เหมือนกัน ใส่เนยละลายที่พักไว้จนเย็นแล้วลงไป คนผสมต่อให้เข้ากัน

           4. นำส่วนผสมไปกรอง (หากไม่กรองส่วนผสมจะทำให้เวลาทอดจะมีเม็ดแป้งอยู่ด้วย แล้วจะออกมาไม่สวย) เสร็จแล้วนำไปแช่ตู้เย็นไว้ 1 คืน

           5. วันรุ่งขึ้นนำส่วนผสมแป้งเครปออกจากตู้เย็นเพื่อเตรียมใส่สีลงไป (ก่อนผสมสีลงไปควรกวนแป้งเครปให้เข้ากันอีกรอบ) เราทำทั้งหมด 6 สี ใส่สีผสมอาหารลงในส่วนผสมแป้งสีละ 1 ถ้วย เราจะทอดแป้งครั้งละ 1/4 ถ้วย จะได้ทั้งหมด 24 แผ่น จริง ๆ สูตรนี้จะได้ 25 แผ่น เพราะฉะนั้นเราจะเหลือแป้งเครป 1 แผ่น ไว้ทดลองทำในกระทะเทฟลอนก่อน

           6. มาทอดแป้งเครปกัน โดยทาเนยสดบาง ๆ บนกระทะเทฟลอน เริ่มจากเอาส่วนผสมแป้งที่เหลือจากการตวงทั้ง 6 สี มาลองทอดดูก่อน โดยใช้ไฟอ่อนค่ะ ไฟแรงมากจะไม่ออกมาเป็นแผ่น ทดลองเสร็จแล้วจึงทอดแป้งเครปจนครบ 24 แผ่น พักแป้งเครปที่ทอดทั้งหมดไว้ให้เย็น ใครกลัวแป้งเครปติดกันเอากระดาษไขรองชั้นต่อชั้นก็ได้

           7. ระหว่างรอแป้งเครปเย็นมาตีวิปปิ้งครีมกัน (ถ้าชอบวิปปิ้งครีมเยอะก็เพิ่มปริมาณลงไปได้เลยไม่ว่ากัน) ตีแค่พอยอดอ่อนก็พอ ถ้าวิปปิ้งครีมยอดแข็งมากจะปาดแป้งเครปลำบาก

           8. มาประกอบเครปเค้กสายรุ้งกัน (ใครมีจานหมุนสำหรับแต่งเค้กเอามาใช้ได้เลยนะคะ เราไม่มีก็เอาเก้าอี้ในห้องที่หมุนได้มาใช้แทน) วางแผ่นแป้งเครปสลับกับวิปปิ้งครีมค่ะ โดยวางไล่ทีละสี ปาดครีมให้พอดี ๆ นะคะ หากปาดครีมน้อยไปเวลาเรากินจะเหมือนมีแต่แป้ง แต่ถ้าปาดมากไปก็เลี่ยน

 ส่วนผสม ซอสสตรอว์เบอร์รี

           สตรอว์เบอร์รีสดปั่นละเอียด
           น้ำตาลทราย
           แป้งข้าวโพด

 วิธีทำ

           นำสตรอว์เบอร์รีสดปั่นละเอียดไปต้มกับน้ำตาลทราย ใส่แป้งข้าวโพดลงไปนิดหน่อย (ไม่มีอัตราส่วนผสมและสูตรตายตัว ปรับเอาตามรสที่ชอบเลยค่ะ)


10 วิธีทำเค้กวันเกิด เนรมิตของขวัญแทนใจ ทำง่ายสูตรเป๊ะ

 8. เค้กชาเขียว

          ทราบไหมว่า ชาเขียวที่ชงกินกันเป็นน้ำชาเขียวแบบร้อน แบบเย็น หรือใส่นมสด สามารถนำมาทำเค้กชาเขียว เนื้อฟูนุ่ม สูตรหวานน้อย นอกจากมีส่วนผสมของผงชาเขียวแล้ว ยังโรยผงชาเขียวตกแต่งหน้าเค้กแบบจัดเต็มเอาใจคนชอบความขมเขาล่ะ ใครที่มีแพลนจะทำเค้กวันเกิดก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจนะคะ จะได้ประทับใจทั้งผู้ให้และผู้รับกันถ้วนหน้า [สูตรจาก เฟซบุ๊ก Baking Glory]

 ส่วนผสม ของแห้ง

           แป้งเค้ก (ที่ร่อนแล้ว) 1/2 ถ้วย
           ผงฟู 1/2 ช้อนชา
           ผงชาเขียว 2 ช้อนโต๊ะ
           เกลือป่น 1/8 ช้อนชา
           น้ำตาลทราย (ส่วนที่ 1) 1/4 ถ้วย

 ส่วนผสม ไข่แดง

           ไข่แดง 2 ฟอง
           น้ำมันเมล็ดชา 2 ช้อนโต๊ะ (หรือใช้น้ำมันพืชแทนได้)
           น้ำเปล่า 2 ช้อนโต๊ะ

 ส่วนผสม ไข่ขาว

           ไข่ขาว 2 ฟอง
           น้ำตาลทราย (ส่วนที่ 2) 1/3 ถ้วย
           สีผสมอาหารสีเขียว เล็กน้อย (เพื่อเพิ่มสีสัน แต่ไม่ใส่ก็ไม่เป็นไร)
           ครีมสด (สำหรับแต่งหน้าเค้ก) สามารถเข้าไปดูเคล็ดลับวิธีตีครีมสดได้ที่ เฟซบุ๊ก Baking Glory

 วิธีทำ

           1. แบ่งส่วนผสมเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนของแห้ง ส่วนไข่แดง และส่วนไข่ขาว

           2. ร่อนแป้งเค้ก (ที่ร่อนแล้ว) กับผงฟู ผงชาเขียว และเกลือป่นเข้าด้วยกัน จากนั้นใส่น้ำตาลทรายส่วนที่ 1 ลงไป เตรียมไว้

           3. ผสมไข่แดง น้ำมันเมล็ดชา และน้ำเปล่าเข้าด้วยกัน เตรียมไว้

           4. ตีไข่ขาวกับน้ำตาลทราย (ส่วนที่ 2) เข้าด้วยกันจนตั้งยอดแข็ง เตรียมไว้

           5. นำส่วนผสมไข่แดง ในข้อ 3 ผสมกับแป้งที่ร่อนไว้ ในข้อ 2 คนผสมให้เข้ากันจนเนียน และชาเขียวไม่เป็นเม็ด ใส่สีผสมอาหารสีเขียวลงไปเล็กน้อย จากนั้นนำไปผสมกับไข่ขาวที่ตีไว้ ในข้อ 4 คนผสมพอเข้ากัน

           6. เทส่วนผสมใส่พิมพ์ นำเข้าอบที่อุณหภูมิ 175 องศาเซลเซียส นานประมาณ 30 นาที (ถ้าถาดเล็กจิ๋วแบบถ้วยก็ประมาณ 20 นาที ต้องคอยดู และจิ้มเช็กดูเนื้อค่ะ ใช้ไม้จิ้มฟันลองจิ้มดู ถ้าเนื้อไม่ติดไม้ก็โอค่ะ อย่าอบนานไปเพราะเนื้อจะแห้ง) นำเค้กที่อบเสร็จแล้วมาผ่าครึ่งแล้วทาด้วยวิปปิ้งครีมที่ตีไว้ตามชอบ (โรยชาเขียวตอนก่อนทานจะได้สีสวย ถ้าโรยก่อนสีชาเขียวจะเข้ม เพราะโดนความชื้น)



10 วิธีทำเค้กวันเกิด เนรมิตของขวัญแทนใจ ทำง่ายสูตรเป๊ะ

 9. ช็อกโกแลตชีสเค้ก

          ถ้ากำลังมองหาเค้กวันเกิดแทนความหวานให้กับคนรัก ต้องนี่เลย ! ช็อกโกแลตชีสเค้ก อัดดาร์กช็อกโกแลตเต็ม ๆ กินคู่กับท็อปปิ้งได้หลายอย่าง เช่น ช็อกโกแลตบอล แยมบลูเบอร์รี ช็อกโกแลตนูเทลลา หรือจะกินเพียว ๆ ก็ได้ไม่ว่ากัน แถมทำไซส์เล็ก ๆ ใส่ถ้วยฟอยล์แจกเพื่อนฝูงยังได้ด้วย เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัวเลยล่ะ วิธีทำเค้กก็แสนง่ายไม่เกินความสามารถของมือใหม่หัดทำหรอกค่ะ[สูตรจากคุณบ่งบ๊ง สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม]

 ส่วนผสม (สำหรับฐาน)

           แครกเกอร์ หรือคุกกี้บดละเอียด 150 กรัม
           เนยสดชนิดจืด 100 กรัม
           ผงโกโก้ 1 ช้อนโต๊ะ

 วิธีทำ

            นำคุกกี้หรือแครกเกอร์บดละเอียด ใส่ผงโกโก้ ใส่เนยละลาย ผสมให้เข้ากันแล้วนำมากรุลงในพิมพ์ นำไปแช่เย็นเพื่อให้อยู่ตัว หรือใส่ในเตาอบประมาณ 10 นาที นำออกมาพักให้เย็น

 ส่วนผสม ครีมชีสช็อกโกแลต

           ครีมชีสอุณหภูมิห้อง 500 กรัม
           น้ำตาลทรายชนิดละเอียด 1 ถ้วย
           แป้งข้าวโพด (หรือแป้งสาลีอเนกประสงค์) 1 ช้อนโต๊ะ
           ไข่ไก่ขนาดใหญ่ 3 ฟอง
           วิปปิ้งครีม (หรือซาวร์ครีม) 1/2 ถ้วยตวง
           น้ำหอมกลิ่นวานิลา 1 ช้อนโต๊ะ
           ดาร์กช็อกโกแลตตุ๋น (ความเข้มข้น 75%) 250 กรัม

 วิธีทำ

           1. หั่นครีมชีสเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่ลงในโถผสมแล้วใช้ตะกร้อตีให้ขึ้นฟู พอได้ครีมชีสสีอ่อน ๆ ทยอยใส่น้ำตาลทรายป่น ตามด้วยใส่แป้งข้าวโพด ตีต่อจนส่วนผสมเนียน

           2. ใส่ไข่ไก่ที่ละฟองจนครบ ใส่กลิ่นวานิลลา ใส่วิปปิ้งครีม ตีผสมให้เข้ากันจนเนียนดี

           3. ใส่ช็อกโกแลตตุ๋นลงไป คนผสมด้วยพายยางแบบเบามือ อย่าลืมปาดก้นอ่างขึ้นมาด้วยนะคะ เมื่อส่วนผสมเข้ากันดีแล้วตักใส่พิมพ์ที่บุฐานลงไปแล้ว ควรตักใส่ประมาณ 3/4 ของพิมพ์ นำเข้าอบที่อุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียส อบด้วยไฟล่างอย่างเดียว สำหรับชีสเค้กทุกชนิด อย่าลืมถาดใส่น้ำวางไว้ในเตาอบด้วยนะคะ



10 วิธีทำเค้กวันเกิด เนรมิตของขวัญแทนใจ ทำง่ายสูตรเป๊ะ
ภาพจาก  isavea2z.com

 10. เค้กแตงโมสดไร้แป้ง

          สำหรับคุณแฟนที่ชอบกินผลไม้เต็มปากเต็มคำ เรามีเค้กแตงโมสดที่มีส่วนผสมเนื้อเค้กเป็นแตงโมทั้งลูก ปาดวิปปิ้งครีม เหมาะกับหน้าซัมเมอร์มาก ๆ เลยค่ะ ไอเดียเก๋ทำเป็นเค้กวันเกิดได้ใจสุด ๆ สูตรไร้แป้งด้วยนะคะ ระหว่างที่ปอกแตงโมต้องประดิดประดอยหน่อยนะคะ จะได้ออกมาหน้าตาสวย ๆ [สูตรจาก isavea2z สูตรที่ 1]

 ส่วนผสม

           แตงโมลูกใหญ่ 1 ลูก
           วิปปิ้งครีม
           บลูเบอร์รีสด สำหรับแต่ง
           ราสป์เบอร์รีสด สำหรับแต่ง
           อัลมอนด์สไลซ์ สำหรับแต่ง

 วิธีทำ

           1. ปอกเปลือกแตงโมออก จากนั้นหั่นเป็นทรงเดียวกับเค้กปอนด์

           2. ตีวิปปิ้งครีมจนขึ้นฟู จากนั้นปาดวิปปิ้งครีมลงบนแตงโมจนทั่ว แต่งด้วยบลูเบอร์รีสด ราสป์เบอร์รีสด และอัลมอนด์สไลซ์ ตัดเป็นชิ้น พร้อมเสิร์ฟ





การเลี้ยงไก่ไข่

พื้นที่เกือบ 3 ไร่ของ นางธนภรณ์ อุ่นชู อายุ 59 ปี เกษตรผู้เลี้ยงไก่ หมู่ 8 ต.ดอนแร่ อ.เมือง จ.ราชบุรี ที่ได้จัดแบ่งปลูกไผ่ลวกหวาน อีกส่วนหนึ่งทำเป็นคอกเลี้ยงไก่ไข่ประมาณ 140 ตัว และปล่อยเลี้ยงให้คุ้ยเขี่ยหากินเองในป่าไผ่ตามธรรมชาติ จนได้ไข่ไก่อินทรีย์ที่มีคุณภาพ
นางธนภรณ์บอกว่า เริ่มเลี้ยงไก่ได้ประมาณ 3 ปี เป็นรุ่นที่ 2 ประมาณ 140 ตัว ให้กินอาหารผสมหยวกกล้วยคลุกเคล้าปนกับรำข้าวและอาหารไก่วันละ 2 เวลา กลางวันก็จะปล่อยเลี้ยงตามธรรมชาติในป่า ไผ่ลวกหวานที่ปลูกไว้ขายหน่อ ให้ไก่ได้กินปลวก แมลง เป็นอาหาร นอกจากจะเก็บไข่ไก่ขายได้แล้ว ยังจะเก็บหน่อไม้ที่ปลูกไว้ขายได้อีก
โดยผลผลิตหน่อไม้มีขนาดโตสมบูรณ์เพราะได้ปุ๋ยบำรุงดินดีจากมูลไก่ที่ถ่ายไว้ตามโคนกอไผ่ ได้ประโยชน์โดยไม่ต้องไปซื้อปุ๋ยบำรุงดิน ทำให้ลดต้นทุนได้อีก เพียงรดน้ำให้เกิดความชุ่มชื่น ทั้งไก่และหน่อไม้อยู่แบบสมดุลกัน ไข่ไก่ที่ได้จะแบ่งขายไว้หน้าบ้านที่เปิดเป็นร้านค้า อีกส่วนจะส่งขายให้ประธานกลุ่มผู้เลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์ ต.ดอนแร่
ความแตกต่างของไข่อินทรีย์ที่ได้จะมีความโดดเด่นต่างจากไข่ไก่ตามท้องตลาดทั่วไป เนื่องจากไข่ไก่อินทรีย์จะมีความสดใหม่ เวลาตอกไข่จะมีมอนไข่จับเป็นก้อนสีเข้มแดงกว่าและไม่มีน้ำเหลว บริเวณเปลือกจะหนากว่าไข่ไก่ทั่วไป เนื่องจากปล่อยเลี้ยงให้คุ้ยหากินปลวกและแมลงในดงกอไผ่ตามธรรมชาติ
"การเลี้ยงช่วงนี้เป็นรุ่นที่ 2 เป็นไก่สาว ช่วงแรกๆ ยังออกไข่ไม่ครบทุกตัว ได้ประมาณวันละ 100-120 ฟอง 1 เดือน ได้ไข่ไก่ประมาณ 3,600 ฟอง สร้างรายได้ให้ประมาณ 14,400 บาท หักต้นทุนค่าอาหารประมาณ 4,000 บาทต่อเดือน ทำให้ยังมีเงินเหลือประมาณ 10,000 บาท" นางธนภรณ์กล่าว
นายสุพจน์ สิงโตศรี อายุ 51 ปี ประธานกลุ่มผู้เลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์ ต.ดอนแร่ กล่าวว่า ในกลุ่มขณะนี้มีสมาชิกที่เลี้ยงไก่ไข่อยู่ประมาณ 4 ครัวเรือน แต่ละบ้านจะมีการเลี้ยงประมาณ 100-300 ตัว ส่วนตัวเลี้ยงประมาณ 20 ตัว เพราะว่าส่วนหนึ่งจะมีการจัดการเรื่องตลาดกับสมาชิกในการขายไข่ไก่ นอกจากนี้ยังมีอายุการเลี้ยงค่อนข้างนานกว่าไก่ในฟาร์ม อยู่ได้ประมาณ 3-4 ปี เลี้ยงแบบให้อยู่กับธรรมชาติบริเวณกอไผ่ ไก่ก็จะหาอาหารกินเสริม โดยไก่จะได้กินปลวก มด แมลงที่อาศัยในกอไผ่
ถ้ามีพื้นที่ มีต้นไม้ ต้นกอไผ่ที่ร่มเย็น เป็นต้นตะขบหรือผลไม้ต่างๆ หรือมีแมลงวันทองเจาะกินร่วงหล่น สามารถนำไก่ไข่มาปล่อยในอัตราส่วน 20 ตัวต่อ 100 ตารางเมตร เพื่อให้ไก่ได้คุ้ยหาอาหาร ซึ่งไก่ไข่จะมีนิสัยค่อนข้างอิสระ ต้องมีพื้นที่ที่เพียงพอในการออกกำลังกาย ดังนั้นกลุ่มเกษตรกรหรือชาวบ้านสามารถจะเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมหรืองานอดิเรกได้
ถ้าเป็นไก่ปล่อยที่เลี้ยงตามธรรมชาติ ส่วนใหญ่จะให้ผลผลิตไข่อยู่ประมาณ 80-90 เปอร์เซ็นต์ ดีและยังมีอายุไก่ไข่ที่ยาวนานกว่าไก่ธรรมดาประมาณ 3 เท่าตัว
บางคนเลี้ยงอยู่ประมาณ 3-4 ปี จึงจะปลดไก่ออกแล้วไปจับรุ่นใหม่มาเลี้ยงแทน ทิศทางตลาดไปได้ดี มีออเดอร์สั่งไข่อินทรีย์เข้ามามากจนไม่พอขาย จึงมีแนวคิดที่จะขยายการเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์เพิ่มอีกในอนาคตเพื่อเพิ่มยอดการผลิตให้ทันลูกค้า
สำหรับรสชาติความแตกต่างระหว่างไข่อินทรีย์กับไข่ในท้องตลาดทั่วไป ความสม่ำเสมอของฟองจะไม่ค่อยเท่ากันคือ ความเข้มข้นของไข่ขาวและไข่แดงจะมีมอนค่อนข้างนูนมากกว่าไข่ไก่ธรรมดา เวลาผู้บริโภคนำไปทอดรับประทานจะไม่มีกลิ่นคาว มีกลิ่นหอมอ่อนๆ เวลาจะเลือกซื้อไข่ให้ดูที่เปลือก จะค่อนข้างหนามากกว่าไข่ไก่ธรรมดา
โดยมากผู้นิยมรับประทานจะมีหลายกลุ่ม เช่น คนที่รักสุขภาพ ผู้สูงอายุ และยังมีเด็กๆ ที่ผู้ปกครองนำไปให้รับประทาน
รายงาน โดย ทีมข่าวภูมิภาค

การเลี้ยงปลาดุก

การเลี้ยงปลาดุก

Written by  |November 24, 2015 | 0
การเลี้ยงปลาดุกรัสเซีย
การเลี้ยงปลาดุกรัสเซีย

คอลัมน์เกษตรอีสานกับอีสานร้อยแปด วันนี้จะพาพี่น้องมารู้จักกับ “การเลี้ยงปลาดุก” การเลี้ยงปลาดุกนั้นนอกจากจะเลี้ยงตามบ่อธรรมชาติที่เรารู้จักกันแล้วยังมีวิธีการเลี้ยงปลาดุกที่หลากหลาย อย่างเช่น “การเลี้ยงปลาดุกในบ่อดิน“, “การเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก” , “การเลี้ยงปลาดุกในบ่อปูน” , “การเลี้ยงปลาดุกในโอ่ง“, “การเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย” , “การเลี้ยงปลาดุกอุย” , “การเลี้ยงปลาดุกรัสเซีย” , “การเลี้ยงปลาดุกนา” เป็นต้น ว่าแล้วเราก็ไปดูกันในแต่ละหัวข้อกันเลยครับพี่น้อง
ปลาดุกที่นิยมเลี้ยงเพื่อการค้า
การเลี้ยงปลาดุก ทั้งที่เลี้ยงเพื่อทำการค้า หรือเลี้ยงภายในครัวเรือน ปลาดุกที่นิยมนำมาเลี้ยงมีหลากหลายสายพันธุ์ แต่ที่เราจะมาพูดถึงในวันนี้คือการเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย,การเลี้ยงปลาดุกอุย,การเลี้ยงปลาดุกรัสเซีย และการเลี้ยงปลาดุกนา
ลักษณะที่แตกต่างของปลาดกอุยและปลาดุกเทศ
ลักษณะที่แตกต่างของปลาดกอุยและปลาดุกเทศ
การเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย เลี้ยงง่าย โตไวทนทานต่อสภาพอากาศของบ้านเราได้ดี ไม่ค่อยเป็นโรคง่าย เกษตรกรนิยมเลี้ยงเพื่อทำการค้าเป็นอย่างมาก ปลาดุกบิ๊กอุยเกิดจากการผสมพันธุ์ข้ามสายพันธุ์ระหว่างปลาดุกอุยเพศเมีย และปลาดุกเทศเพศผู้ ปลาดุกบิ๊กอุย มีลักษณะใกล้เคียงกับปลาดุกอุย จึงมีลักษณะใกล้เคียงกับปลาดุกอุยมาก การเพาะขยายพันธุ์นั้นให้ผลค่อนข้างดี ลูกปลาดุกบิ๊กอุยมีอัตราการเจริญเติบโตรวดเร็ว ทนทานต่อโรคสูง ในทางกรมประมงให้ชื่อว่า ปลาดุกอุย-เทศ แต่ชาวบ้านทั่วไปเราเรียกกันว่าปลาดุกบิ๊กอุย หรือ อุยบ่อ
การเลี้ยงปลาดุกอุย ได้รับความนิยม เช่นเดียวกัน ด้วยลักษณะเด่นที่เติบโตเร็วและทนทานต่อโรคสูง ไม่เป็นโรคง่าย จึงนิยมเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย ปลาดุกอุย เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างปลาดุกอุยเพศเมีย และปลาดุกอุยเพศผู้ ไม่ได้ข้ามสายพันธุ์เหมือนปลาดุกบิ๊กอุย จึงทนทานโรคกว่า แต่ขนาดอาจจะไม่เท่ากันปลาดุกบิ๊กอุย ข้อดีคือดูแลได้ง่ายกว่านั่นเอง
การเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย
การเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย
การเลี้ยงปลาดุกรัสเซีย ปลาดุกรัสเซียเป็นปลาน้ําจืดในอันดับปลาหนังชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Clarias gariepinus ในวงศ์ปลาดุก (Clariidae) มีลักษณะทั่วไปคล้ายปลาดุกด้าน (C. batrachus) ซึ่งเป็นปลาในสกุลเดียวกัน แต่มีส่วนหัวยาวกว่าและแนวระหว่างจะงอยปากถึงท้ายทอยเว้าและโค้งลาด ด้านบนของศีรษะขรุขระกว่า เมื่อมองจากด้านบนจะเห็นเป็นรูปสามเหลี่ยม ท้ายทอยแหลมเป็นโค้ง 3 โค้ง โดยส่วนกลางยื่นยาวมากที่สุด ลําตัวยาวครีบหลังและครีบก้นยาว ลําตัวด้านบนมีสีน้ําตาลคล้ําอมเหลือง และมีลายแต้มแบบลายหินอ่อนบนลําตัว แก้มและท้องสีจาง ที่โคนครีบหางมีแถบตามแนวตั้งสีจาง ซึ่งเป็นลักษณะสําคัญของปลาชนิดนี้ครีบมีสีเข้ามกว่าลําตัวเล็กน้อย บางตัวอาจมีขอบครีบสีแดงนับเป็นปลาที่ขนาดใหญ่สุดในสกุล Clarias ขนาดเมื่อโตเต็มที่ยาวได้ถึง 1.70 เมตร เป็นปลาพื้นเมืองของทวีปแอฟริกา พบได้ในตอนเหนือและตอนตะวันออกของทวีป สําหรับในประเทศไทยได้ถูกนําเข้ามาในปีพ.ศ. 2528 โดยเอกชนบางรายในจังหวัดหนองคายและอุบลราชธานีโดยนําเข้ามาจากประเทศลาวเพื่อเลี้ยงไว้ดูเล่น เนื่องจากมีขนาดลําตัวใหญ่กว่าปลาดุกทั่วไป
การเลี้ยงปลาดุกนา เนื่องจากปลาดุกนาเป็นปลาพื้นเมือง ข้อดีคือทนทานต่อโรคมาก ไม่ต้องดูแลมากปลาดุกนาก็สามารถเติบโตได้ดี รสชาติอร่อย เนื้อแน่น กลิ่นหอมกว่าปลาดุกพันธุ์ แต่ขนาดยังเป็นรองอยู่ นิยมเลี้ยงกันในครัวเรือน เนื่องจากหาพันธุ์ง่าย
การเลี้ยงปลาดุกในบ่อดิน
การเลี้ยงปลาดุกในบ่อดิน
การเลี้ยงปลาดุกในบ่อดิน การเลี้ยงในบ่อดินนั้น จะต้องเตรียมบ่อตามหลักการเตรียมบ่อเลี้ยงปลาทั่ว ๆ ไป ดังนี้
1. จะต้องตากก้นบ่อให้แห้ง ปรับสภาพก้นบ่อให้สะอาด
2. ใส่ปูนขาว เพื่อปรับสภาพของดินโดยใส่ปูนขาวในอัตราประมาณ 60 – 100 กก./ไร่
3. ใส่ปุ๋ยคอกเพื่อให้เกิดอาหารธรมชาติสำหรับลูกปลาในอัตราประมาณ 40 – 80 กก./ไร่
4. นำน้ำในบ่อโดยกรองไม่ให้ศัตรูของลูกปลาติดเข้ามากับน้ำ จนมีระดับน้ำลึก 30 – 40 ซม. หลังจากนั้นรุ่งขึ้นจึงปล่อยปลา และเพื่อให้ลูกปลามีอาหารกิน ควรเติมไรแดง ในอัตราประมาณ 5 กิโลกรัม / ไร่ เพื่อเป็นอาหารแก่ลูกปลา หลังจากนั้นจึงให้อาหารผสมแก่ลูกปลาที่นำมาเลี้ยงควรตรวจดูว่ามีสภาพปกติ การปล่อยลูกปลาลงบ่อเลี้ยงจะต้องปรับสภาพอุณหภูมิของน้ำในถุงและน้ำในบ่อให้เท่า ๆ กันก่อนโดยการแช่ถุงบรรจุลูกปลาในน้ำประมาณ 30 นาที จึงปล่อยลูกปลาควรเป็นตอนเย็นหรือตอนเช้า
การเลี้ยงปลาดุกในบ่อปูน
การเลี้ยงปลาดุกในบ่อปูน
การเลี้ยงปลาดุกในบ่อซีเมนต์ ควรปรับสภาพน้ำในบ่อที่เลี้ยงให้มีสภาพเป็นกลางหรือด่างเล็กน้อย แต่ต้องแน่ใจว่าบ่อซีเมนต์จะต้องหมดฤทธิ์ของปูนระดับน้ำในบ่อเมื่อเริ่มปล่อยลูกปลาขนาด 2 – 3 ซม. ควรมีความลึกประมาณ 20 – 30 เซนติเมตร เมื่อลูกปลาเติบโตขึ้นค่อย ๆ เพิ่มระดับน้ำให้สูงขึ้นตามลำดับโดยเพิ่มระดับน้ำประมาณ 5 ซม./อาทิตย์ ให้อาหารเม็ดประมาณ 3 – 7 เปอร์เซนต์ ของน้ำหนักตัวปลาโดยปล่อยปลาในอัตรา 50 – 70 ตัว/ตรม.ปลาจะเติบโตได้ขนาดประมาณ 00 – 200 กรัม/ ตัว ในระยะเวลาสั้น ประมาณ 90 วัน อัตราการรอดประมาณ 80 % ซึ่งอาหารที่ใช้เลี้ยงสามารถให้อาหารชนิดต่าง ๆ ทดแทนอาหารเม็ดได้ โดยใช้อาหารพวกไส้ไก่หรือปลาเป็ดผสมกับเศษอาหารก็ได้ แต่จำเป็นต้องถ่ายเทน้ำ เพื่อป้องกันน้ำเสียบ่อยกว่า การถ่ายเทน้ำเมื่อเลี้ยงด้วยอาหารเม็ด
การเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก
การเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก
การเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก การเตรียมบ่อจะแตกต่างจากสองวิธีข้างต้นคือลดต้นทุนจากแบบบ่อปูนซีเมนซ์ เคลื่อนย้ายได้ง่ายกว่า การเตรียมบ่อทำได้โดยอาจจะทำคอกขึ้นมา โครงเป็นเหล็ก หรือกึ่งปูนกึ่งพลาสติกก็ได้ คือปูนทำเป็นโครงและรองด้วยพลาสติกอีกชั้น ข้อดีคือไม่ต้องกังวลเรื่องความเค็มของน้ำ เพราะน้ำไม่ได้สัมผัสกับปูนซีเมนต์โดยตรง เราจึงเริ่มเลี้ยงได้ง่ายและไวกว่านั่นเอง
คุณสมบัติของน้ำที่นำมาใช้เลี้ยงปลาดุก
คุณสมบัติของน้ำที่นำมาใช้เลี้ยงปลาดุก
ขั้นตอนการเลี้ยงปลาดุก
1. อัตราการปล่อยปลาดุกลูกผสม (บิ๊กอุย) ลูกปลาขนาด 2 – 3 ซม. ควรปล่อยประมาณ 40 – 100 ตัว / ตรม. ซึ่งขึ้นอยู่กับกรรมวิธีในการเลี้ยง คือชนิดของอาหาร ขนาดของบ่อและระบบการเปลี่ยนถ่ายน้ำซึ่งปกติทั่ว ๆ ไป อัตราปล่อยเลี้ยงประมาณ 50 ตัว/ตรม.และเพื่อป้องกันโรคซึ่งอาจจะติดมากับลูกปลาใช้น้ำยาฟอร์มาลินใส่ในบ่อเลี้ยง อัตราความเข้มข้นประมาณ 30 ส่วนในล้าน (3 ลิตร/น้ำ 100 ตัน) ในวันที่ปล่อยลูกปลาไม่จำเป็นต้องให้อาหาร ควรเริ่มให้อาหารในวันรุ่งขึ้น
2. การให้อาหาร เมื่อปล่อยลูกปลาดุกผสมลงในบ่อดินแล้ว อาหารที่ให้ในช่วงที่ลูกปลาดุกผสมลงในบ่อดินแล้ว อาหารที่ให้ในช่วงที่ลูกปลาดุกมีขนาดเล็ก ( 2 – 3 ซม.) ควรให้อาหารผสมคลุกน้ำปั้นเป็นก้อนให้ลูกปลากิน โดยให้กินวันละ 2 ครั้ง หว่านให้กินทั่วบ่อโดยเฉพาะในบริเวณขอบบ่อ เมื่อลูกปลามีขนาดโตขึ้นความยาวประมาณ 5 – 7 ซม. สามารถฝึกให้กินอาหารเม็ดได้หลังจากนั้นเมื่อปลาโตขึ้นจน มีความยาว 15 ซม. ขึ้นไปจะให้อาหารเม็ดเพียงอย่างเดียวหรืออาหารเสริมชนิดต่าง ๆ ได้ เช่นปลาเป็ดผสมรำละเอียดอัตรา 9 : 1 หรือให้อาหารที่ลดต้นทุน เช่น อาหารผสมบดจากส่วนผสมต่าง ๆ เช่น กระดูกไก่ ไส้ไก่ เศษขนม ปังเศษเส้นหมี่ เศษเลือดหมู เลือด ไก่ เศษเกี้ยว หรือเศษอาหารต่าง ๆ เท่าที่สามารถหาได้ นำมาบดรวมกันแล้วผสมให้ปลากิน แต่การให้อาหารประเภทนี้จะต้องระวังเรื่องคุณภาพของน้ำในบ่อเลี้ยงให้ดี เมื่อลูกปลาเลี้ยงได้ประมาณ 3 – 4 เดือนปลาจะมีขนาดประมาณ 200 – 400 กรัม/ตัว ซึ่งผลผลิตที่ได้จะประมาณ 10 -14 ตัน/ไร่ อัตรารอดตายประมาณ 40 – 70%
3.การถ่ายเทน้ำ เมื่อตอนเริ่มเลี้ยงใหม่ ๆ ระดับความลึกของน้ำในบ่อควรมีค่าประมาณ 10 – 40 ซม. เมื่อลูกปลาเจริญเติบโตขึ้น ในเดือนแรกจึงเพิ่มระดับน้ำสูงเป็นประมาณ 50 – 60 เซนติเมตร หลังจากย่างเข้าเดือนที่สองควรเพิ่มระดับน้ำให้สูงขึ้น 10 เซนติเมตร/อาทิตย์ จนระดับน้ำในบ่อมีความลึก 1.20 – 1.50 เมตร การถ่ายเทน้ำควรเริ่มตั้งแต่การเลี้ยงผ่านไปประมาณ 1 เดือน โดยถ่ายน้ำประมาณ 20 % ของน้ำในบ่อ 3 วัน/ครั้ง หรือถ้าน้ำในบ่อเริ่มเสียจะต้องถ่ายน้ำมากกว่าปกติ
วิธีการเลี้ยงปลาดุก
วิธีการเลี้ยงปลาดุก
โรคของปลาดุกเลี้ยง
ในกรณีที่มีการป้องกันอย่างดีแล้วแต่ปลาก็ยังป่วยเป็นโรค ซึ่งมักจะแสดงอาการให้เห็น โดยแบ่งอาการของโรคเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้
1. อาการ ติดเชื้อจากแบคทีเรีย จะมีการตกเลือดมีแผลตามลำตัวและครีบ ครีบกร่อน ตาขุ่น หนวดหงิกกกหูบวม มีน้ำในช่องท้อง กินอาหารน้อยลง หรือไม่กินอาหาร ลอยตัว
2. อาการจากปรสิตเข้าเกาะตัวปลาจะมีเมือกมาก มีแผลตามลำตัว ตกเลือด ครีบเปื่อย จุดสีขาวตามลำตัว สีตามลำตัวซีดหรือเข้มผิดปกติเหงือกซีดว่ายน้ำทุรนทุราย ควงสว่านหรือไม่ตรงทิศทาง
3. อาการจากอาหารมีคุณภาพไม่เหมาะสม คือ ขาดวิตามินซี กระโหลกร้าว บริเวณใต้คางจะมีการตกเลือด ตัวคด กินอาหารน้อยลง ถ้าขาดวิตามินบีปลาจะว่ายน้ำตัวเกร็งและชักกระตุก
4. อาการจากคุณภาพน้ำในบ่อดิน ไม่ดี ปลาจะว่ายน้ำขึ้นลงเร็วกว่าปกติลอยหัวครีบกร่อนเปื่อยหนวดหงิก เหงือกซีดและบวม ลำตัวซีด ไม่กินอาหาร ท้องบวม มีแผลตามตัวอนึ่ง ในการรักษาโรคปลาควรจะได้พิจารณาให้รอบคอบก่อนการตัดสินในการเลือกใช้ยาหรือสารเคมี สาเหตุของโรค ระยะรักษา ค่าใช้จ่ายในการรักษา
5. การป้องกันโรค การเกิดโรคของปลาดุกที่เลี้ยงมักจะเกิดจากปัญหาคุณภาพของน้ำในบ่อเลี้ยงไม่ดี ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุของการให้อาหารมากเกิน ไปจนอาหารเหลือเน่าเสีย เราสามารถป้องกัน ไม่ให้เกิดโรคได้โดยต้องหมั่นสังเกตว่าเมื่อหยุดกินอาหารจะต้องหยุดให้อาหารทันที เพราะปลาดุกลูกผสมนิสัยชอบกินอาหารที่ให้ใหม่โดยถึงแม้จะกินอิ่มแล้วถ้าให้อาหารใหม่อีก ก็จะคายหรือสำรอกอาหารเก่าทิ้งแล้วกินอาหารที่ให้ใหม่อีก ซึ่งปริมาณอาหารที่ให้ไม่ควรเกิน 4 – 5 % ของน้ำหนักตัวปลา
การเลี้ยงปลาดุกอุย
การเลี้ยงปลาดุกอุย
วิธีป้องกันการเกิดโรค
ในปลาดุกลูกผสมที่เลี้ยง
1.ควรเตรียมบ่อและน้ำตามวิธีการที่เหมาะสมก่อนปล่อยลูกปลา
2. ซื้อพันธุ์ปลาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ว่าแข็งแรงและปราศจากโรค
3. หมั่นตรวจดูอาการของปลาอย่างสม่ำเสมอถ้าเห็นอาการผิดปกติต้องรีบหาสาเหตุและแก้ไขโดยเร็ว
4. หลังจากปล่อยหลาเลี้ยงแล้ว 3 – 4 วัน ควรสาดน้ำยาฟอร์มาลิน 2 – 3 ลิตร/ปริมาตรน้ำ 100 ตันและหากปลาที่เลี้ยงเกิดโรคพยาธิภายนอกให้ แก้ไขโดยสาดน้ำยาฟอร์มาลินในอัตรา 4 – 5 ลิตร/ปริมาตร น้ำ 100 ตัน
5. เปลี่ยนถ่ายน้ำจากระดับก้นบ่ออย่างสม่ำเสมอ
6. อย่าให้อาหารจนเหลือ
เคล็ดลับพิเศษสำหรับการเลี้ยงปลาดุก1.เทคนิคการเพิ่มสีและขนาดให้กับปลาดุกด้วยมันหมู  ทำได้โดยการต้มมันหมูให้สุก นำไปเป็นอาหารปลาดุกวันละครั้ง เมื่อครบสองเดือนเริ่มให้อาหารนี้ จะเป็นการเพิ่มขนาดและสีของปลาดุก
2.เทคนิคการเลี้ยงปลาดุกให้โตเร็ว ทนทานต่อโรคด้วยมะเดื่อชุมพร นำมะเดือชุมพรหมักใส่ถุงไม่ให้อากาศเข้า นานหนุ่งเดือนจะได้จุลินทรีย์ นำมาเลี้ยงปลาดุกช่วงอายุประมาณสามเดือน ช่วยเร่งการเติบโต ได้มีน้ำหนักดี
3.การทำให้ปลาดุกที่เลี้ยงบ่อดินผิวสวยสีเหลืองนวลเหมือนปลาดุกนา ก่อนจะจับปลาดุกขายประมาณ 1 เดือน ให้นำกล้วยน้ำหว้าสุกมาบดผสมกับรำรวม ในอัตราส่วนรำรวม 6 ก.ก. ต่อกล้วยสุก 1 หวี ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นนำไปตากแดดให้แห้ง หว่านให้ปลาดุกกินทุกวัน วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น
4.การเลี้ยงปลาด้วยกล้วยสุกเพื่อเพิ่มความหวานให้เนื้อปลา นำกล้วย เช่น กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ และกล้วยหอมชนิดต่างๆ ให้ปลากิน ถ้าปลายังตัวเล็กให้ปลาหัดกินอาหารสำเร็จสลับกับกล้วยสุกฝานเป็นชิ้นเล็กๆ เมื่อปลามีขนาดใหญ่ขึ้นจะให้กล้วยสุกพร้อมเปลือกเป็นลูก เป็นหวี หรือเป็นเครือก็ตามแต่จะสะดวก อาจจะให้กล้วยเป็นอาหารในตอนเย็นสลับกับการให้อาหารสำเร็จรูปในตอนเช้า หรือจะให้กล้วยเป็นอาหารปลาอย่างเดียวก็ได้ โดยให้ปลากินพออิ่ม วิธีการเช่นนี้สามารถนำไปเลี้ยงปลาได้ทุกชนิด ปลาจะโตเร็ว มีเนื้อแน่น รสหวาน ได้ขนาดตามความต้องการของตลาด
5.เทคนิคการเลี้ยงปลาดุกให้ตัวใหญ่ยาวได้น้ำหนัก
หลังจากปล่อยลูกปลาลงบ่อแล้ว ให้อดอาหาร 4 วัน เพื่อเป็นการปรับสภาพของลูกปลาให้เข้ากับน้ำในบ่อ จากนั้นวันที่ 5 ก็เริ่มให้อาหาร โดยให้อาหารลูกปลาดุกในปริมาณที่ไม่ต้องมาก แต่ให้บ่อยครั้ง ลูกปลาจะค่อยๆ เจริญเติบโต หลังจากนั้นเมื่อปลาอายุได้ประมาณ 2 เดือน ให้หยุดให้อาหาร 7 วัน วิธีนี้จะทำให้ปลาดุกผอม และยืดตัวออก แล้วจึงค่อยให้อาหารต่อ ผลที่ได้คือปลาดุกจะตัวโต และยาว ซึ่งเมื่อเห็นว่ามีขนาดพอเหมาะเช่น 2 หรือ 3 ตัวต่อกิโลกรัม ก็สามารถจำหน่ายได้
6.การนำฟางใส่ในบ่อปลาเพื่อขจัดกลิ่นคาวปลาและเพิ่มสีสัน การที่นำฟางข้าวมาใส่ในบ่อปลาดุกก่อนที่จะทำการจับปลานั้นมีประโยชน์หลายด้าน ซึ่งเมื่อเรานำฟางข้าวใส่ลงไป ปลาก็จะเข้าไปในฟางข้าวทำให้ตัวปลาเสียดสีกับฟางข้าว และจะทำให้เมือกที่ติดอยู่กับตัวปลาหมดไป และยังทำให้ปลาที่มีสีดำคล้ำ มีสีเหลืองนวลอีกด้วย นอกจากนี้การใส่ฟางข้าวลงไปก่อนจับปลาดุกนั้นยังเป็นการช่วยลดกลิ่นสาบของปลาได้อีกด้วย
7.เทคนิคการเตรียมจับปลาดุกขายให้ได้ราคาและกำจัดกลิ่นคาวปลา งดให้อาหาร 3 วัน ก่อนทำการจับปลา จากนั้นลดน้ำในบ่อให้เหลือประมาณ 80 – 90 เซนติเมตร ก่อนจับปลา 2 วัน แล้วใช้เกลือหว่านลงไปในบ่อ บ่อพื้นที่ 1 ไร่ ใช้เกลือ 30 กิโลกรัม โดยหว่านก่อนจับปลา 1วัน